ทาสแมวต้องรู้… เจ้านายเราก็เป็นโรคหัวใจได้นะ

ทาสแมวต้องรู้… เจ้านายเราก็เป็นโรคหัวใจได้นะ

“แมวไม่ใช่สุนัขตัวเล็ก” อาการแสดงที่เกิดขึ้นกับโรคบางโรคในแมวและในสุนัขจีงแตกต่างกัน รวมถึงโรคหัวใจ โดยมากแมวที่เป็นโรคหัวใจมักไม่แสดงอาการป่วยให้เจ้าของเห็น เว้นเสียแต่เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวขึ้น โดยมากแมวอาจเป็นโรคหัวใจอยู่เป็นเวลานานโดยไม่แสดงอาการป่วย แต่อาจจะแสดงภาวะหัวใจล้มเหลวขึ้นเมื่อมีความเครียดจากการเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น หรือ การไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย 

โรคหัวใจในแมวแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

  • กลุ่มที่เกิดขึ้นภายหลังกำเนิด
  • กลุ่มที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด

แมวที่เป็นโรคภายหลังกำเนิดส่วนมากจะแสดงอาการเนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลวในช่วงอายุประมาณ 9-10 ปี อย่างไรก็ตามแมวพันธุ์แท้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ อาจแสดงอาการป่วยได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนกลุ่มที่เป็นโรคหัวใจที่เป็นมากำเนิด โดยมากหากมีความผิดปกติที่รุนแรงมักแสดงอาการตั้งแต่อายุก่อน 1 ปี

แมวที่เข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวมักแสดงอาการหายใจลำบากโดยสามารถสังเกตได้จากการยุบเข้าออกของช่องอกหรือท้องที่มีความแรงมากกว่าปกติ อาจเรียกลักษณะดังกล่าวว่าการหายใจด้วยท้อง แมวอาจหายใจเร็วขึ้นโดยอาจมีอัตราการหายใจมากกว่า 30 ครั้ง/นาที ในระยะพัก ในแมวที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวอาจไม่แสดงอาการไอซึ่งแตกต่างจากในสุนัข อาการไอในแมวมักเกิดจากปัญหาระบบทางเดินหายใจมากกว่า แมวที่ติดพยาธิหนอนหัวใจก็อาจมีอาการไอได้ เนื่องจากตัวอ่อนของพยาธิหนอนหัวใจจะทำให้เกิดการอักเสบที่ปอด แมวบางตัวอาจแสดงอาการกระวนกระวาย หรืออาจซึมกว่าปกติ หลบซ่อนตัว หรือมีอาการเป็นลมหมดสติ รวมทั้งอาจมีอาการเบื่ออาหาร ไม่มีแรง

WIREIMAGE

อาการสำคัญอีกอย่างที่อาจเจอได้คือการเกิดอัมพาต 2 ขาหลังแบบเฉียบพลัน เกิดจากการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งโดยมากเจ้าของมักเข้าใจผิดว่าการเกิดอัมพาตที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการได้รับการบาดเจ็บทำให้ใช้ 2 ขาหลังไม่ได้ ลักษณะที่สำคัญที่พบในกรณีที่เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้แก่ ปลายเท้าเย็น ในช่วงแรกแมวอาจมีการเจ็บปวดเมื่อคลำ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาจหมดความรู้สึกไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นความเจ็บปวด นอกจากนั้นอาจพบลักษณะอุ้งเท้ามีสีม่วงคล้ำ และกล้ามเนื้อบวมแข็ง ในแมวอาจพบลักษณะท้องมาน ข่องท้องกางขยายใหญ่ เนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน แต่โอกาสพบจะน้อยกว่าในสุนัข ส่วนมากภาวะท้องมานในแมวมักเกิดจากการติดเชื้อโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ซึ่งควรได้รับการวินิจฉัยโดยสัตวแพทย์โดยด่วน เนื่องจากเป็นโรคติดต่อสามารถติดสู่แมวตัวอื่นๆ ที่อยู่ภายในบ้านได้

เมื่อพบอาการดังกล่าวข้างต้น ควรนำแมวของท่านเข้าพบสัตวแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยต่อไป โดยวิธีการวินิจฉัย ได้แก่ การถ่ายภาพรังสี หรือ x-rays การตรวจด้วยวิธีคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง หรือ echocardiography และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ electrocardiography โดยสัตวแพทย์จะทำการวินิจฉัยชนิดโรคหัวใจและทำการวางแผนการรักษา เพื่อควบคุมภาวะหัวใจล้มเหลวที่เกิดขึ้นต่อไป

นอกจากโรคหัวใจที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างภายในหัวใจแล้ว ในแมวยังมีความผิดปกติอื่นๆที่สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดความผิดปกติของหัวใจในภายหลังได้ ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง และ ภาวะฮอร์โมนธัยรอยด์สูงกว่าปกติ เป็นต้น ทั้งสองภาวะมักพบในแมวที่มีอายุมาก ด้วยเหตุนี้จึงควรมีการเฝ้าระวังและตรวจสุขภาพแมวเป็นประจำทุกปี ทำให้สัตวแพทย์สามารถพบความผิดปกติตั้งแต่ช่วงแรก เพื่อลดผลเสียที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง และช่วยให้แมวมีชีวิตยืนยาวขึ้น อยู่เป็นเพื่อนเราได้อีกนาน

ที่มา: osdco / ผศ.สพ.ญ. ดร. สิริลักษณ์ สุรเชษฐพงษ์

แชร์บทความนี้...

Vetbasket

คุณอาจสนใจเรื่องเหล่านี้ด้วย...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น